หลังจากที่ Final Fantasy VII Remake ปล่อยให้แฟนๆ ค้างคาใจกับตอนจบที่ก้าวข้ามโชคชะตาไปเมื่อ 4 ปีก่อน ในที่สุด Final Fantasy VII Rebirth ก็พาเราเดินทางออกจากเมือง Midgar เข้าสู่โลกกว้าง (Open World) อย่างเป็นทางการ นี่คือหนึ่งในโปรเจกต์เกมที่ทะเยอทะยานที่สุดของ Square Enix และผลลัพธ์ที่ได้นั้น "ยิ่งใหญ่" สมการรอคอย
โลกกว้างที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อ Cloud และผองเพื่อนก้าวเท้าออกจากเมือง Midgar ตัวเกมจะนำเสนอแผนที่โลก (World Map) ในรูปแบบ Open Region ที่กว้างใหญ่และสวยงามมาก แต่ละพื้นที่อย่าง Grasslands, Junon, หรือ Cosmo Canyon ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่ยังอัดแน่นไปด้วยเควสต์รอง มินิเกม (ที่มีเยอะมากๆ!) และบอสลับที่รอให้เราไปค้นหา
สิ่งหนึ่งที่ต้องชมคือระบบมินิเกม โดยเฉพาะการ์ดเกม "Queen's Blood" ที่สนุกจนหลายคนลืมภารกิจหลักไปเลย
ระบบการต่อสู้ Synergy ที่เหนือชั้น
ระบบต่อสู้ยังคงใช้โครงสร้างเดิมคือ ท่าโจมตีปกติผสมการใช้เกจ ATB แบบภาค Remake แต่สิ่งที่ทำให้สนุกขึ้นคือระบบ Synergy Abilities ซึ่งเป็นการผสานการโจมตีร่วมกันระหว่างตัวละคร 2 ตัว เช่น Cloud ยืมดาบ Sephiroth หรือ Tifa เหวี่ยง Aerith ขึ้นไปโจมตีกลางอากาศ
มันไม่เพียงแค่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง แต่แอนิเมชันยังดุดัน สวยงาม และแสดงลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นตลอดการเดินทาง
ข้อติ: เนื้อหาที่อาจดูยืดเยื้อไปบ้าง
ด้วยความที่ทีมงานพยายามใส่ทุกอย่างเข้ามาในเกม ทำให้บ่อยครั้งที่เควสต์รองบางอันรู้สึกเหมือนงานน่าเบื่อ (Fetch Quests) หรือมินิเกมที่ถูกบังคับให้เล่นในฉากคัตซีนสำคัญ ซึ่งอาจทำให้จังหวะการเล่าเรื่องที่กำลังตื่นเต้นต้องชะงักลง
สรุปคะแนน: 9.5 / 10
Final Fantasy VII Rebirth คือจดหมายรักถึงแฟนเกมยุค 1997 และเป็นย่างก้าวใหม่ที่กล้าหาญ การเล่าเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ เพลงประกอบที่ไพเราะ และระบบคอมแบทที่ลึกซึ้ง ทำให้มันคู่ควรแก่การเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของปีนี้โดยไม่มีข้อกังขา
![[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth: ภาคต่อที่ขยายขอบเขตความทรงจำ](/_next/image?url=%2Fimages%2Farticles%2Ffinal-fantasy-vii-rebirth-thai-review.jpg&w=2048&q=90)





